ภาพยนตร์ตัวอย่าง

รามาวตาร จิตรกรรมฝาผนังมีชีวิต

ต้นเค้าของเรื่องรามเกียรติ์มาจากเรื่องรามายณะซึ่งเป็นนิทานที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้ ต่อมาอารยธรรมอินเดียได้แพร่สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ่อค้าชาวอินเดียได้นำวัฒนธรรมและศาสนามาด้วย ทำให้รามายณะแพร่หลายไปทั่วภูมิภาค กลายเป็นนิทานที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

ข่าวประชาสัมพันธ์  

  • The story on the wall

    Despite the fact that the whole story of the Thai classic literature Ramakien and its characters Phra Ram, the Monkey King Hanuman or the 10-faced demon Tossakan have been depicted as mural paintings along the surrounding walls at the Temple of the Emerald Buddha since ancient days, not everyone today could claim to know the entire story or remember every character in the epic, derived from the Indian epic Ramayana.

    In order to make things easier for the new generation of Thais to understand and to appreciate more of national cultural heritage, the ancient tale has been turned into Ramavatar, a new innovative Thai animated film which is being brought to select cinemas nationwide, starting this Songkran, at no charge to viewers.

    Under the concept of "Murals Brought To Life", Ramavatar was created by a group of animators and experts from various fields who worked together under the supervision of director Atipat Kamolpet and executive producer Nonzee Nimibutr. Together, they bring to the screen Ramakien as told through the wall paintings that stretch for more than 2km at the Temple of the Emerald Buddha.

    "The project started when director Atipat Kamolpet approached me with the idea a couple of years ago," Nonzee told Life in a recent interview. "Actually, Atipat did a similar animation film 12 years ago, as a short, in order to promote the Temple of the Emerald Buddha and to celebrate the 60th anniversary of the accession to the throne of King Rama IX. But due to such a small budget, the project was eventually discontinued. So this time, we discussed the possibility of making a new one as a full-length film. And it's fortunate that this time the new project was supported by the Ministry of Culture, so the film now gets to see the light of day."

    Originally, the story of the Ramakien epic had been adapted and partly rewritten by King Rama I and later by King Rama II. There are 178 panels in all. They were originally painted when the temple was first constructed in 1783, but exposure to the elements requires constant maintenance, so there is always a degree of new drawing and painting.

    With a story that deals, basically, with the triumph of good over evil, the Ramakien has had a significant influence on Thai literature, art and drama. Both khon (masked dance) and nang yai (shadow play) dramas are derived from it.

    With the intention of bringing this national and cultural heritage to a wider audience, both nationally and internationally, the 178 scenes of the murals on the temple wall have been made more accessible to the public in a multimedia format that blends khonwith the artworks.

    "Although the story of the Ramakien has been with Thai people for a very long time, less and less people nowadays are aware of its importance. Young people may have heard of the epic in the form of the khon, but it still feels very distant," said Nonzee.

    "So we decided to make Ramavatar feel like a proper film, with real movie-style storytelling, and cut all those traditional poems and music off in order to make it more accessible and relevant."

    From there, the director recruited the animation team, arranging the murals image by image, and capturing them in gigapixel resolution for actual-sized representations. The film compiles hundreds of paintings from scenes 24-49 of the total 178 at the Grand Palace, with over 1,000 important characters of the epic photographed in detail. Special effects were added as enhancement.

    "And as character movements were based on khon dance postures, all of our animators had gone through hours of workshops, studying all the khon gestures and movements of the dance, [converting them to] animated movements, as well as keeping the essence of the murals as much as possible," he explained.

    "Despite the flat dimension of the paintings we saw on the wall, we decided to keep them that way on screen. It may not look as real as other modern animated films out there, but it was our intention to keep the uniqueness of the national treasure. So we hope the audience will be open-minded in watching this film and allow itself to be embraced by the beauty of original treasure."

    Ramavatar picks up at the beginning of the story, in heaven, when the demon Nontok, who is granted the powerful diamond index finger from Phra Isuan (Shiva), uses it to kill masses of angels as he claims his revenge. But as Nontok is killed in the battle, he is reborn as the 10-faced and 20-handed giant demon named Tossakan on Earth. The new conflict starts when Tossakan abducts Sida, Phra Ram's wife, to the Kingdom of Lanka. As Phra Ram plans to journey to Lanka, he recruits the monkey chief Hanuman to come along with him. So the Sida rescue mission has begun. The story in Ramavatar ends at the point when Phra Ram arrives in Lanka before a series of epic wars begin.

    To make the story even more interesting, the team decided to split the film into two parts.

    "Ramavatar is basically telling the origins of the whole epic. It's the part where we are introduced to most of important characters and focus on the reason behind the war between them," said Nonzee. "The second part will be all about the epic battle between Phra Ram and the Demon King Tossakan, guaranteed to be even more fun to watch. But after all, we will have to see how well-received the first film will be. If people love it, then the second film should definitely happen."

    credit by : bangkokpost.com

  • เปิดตัวแอนิเมชันรามเกียรติ์ ตอน รามาวตาร

    เมื่อวันที่ 14 มี.ค.62 ที่โรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นายนนทรี นิมิบุตร (อุ๋ย นนทรี) ผู้อำนวยการบริหาร และนายอธิปัตย์ กมลเพ็ชร ผู้กำกับภาพยนตร์ นายคมภิญญ์ เข็มกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านแอนิเมชั่น นายเดวิส อัศวนนท์ ผู้พากย์เสียง "ทศกัณฐ์" วรรษพร วัฒนากุล ผู้พากย์เสียง "นางสีดา" ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวและฉายภาพยนตร์ แอนิเมชั่น รามเกียรติ์ ตอน รามาวตาร รอบปฐมทัศน์ โดยมีกำหนดฉายให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2562 นี้

    นายวิษณุ กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลในการนำทุนทางวัฒนธรรมมา สร้างสรรค์ภาพยนตร์ในยุค Thailand 4.0 ว่า รัฐบาลมีนโยบายในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์ตามนโยบาย Thailand 4.0 จึงได้สนับสนุนการกระทรวงวัฒนธรรม นำคุณค่าของศิลปกรรมไทย เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน "รามาวตาร" อันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากจิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาผลิตด้วยนวัตกรรมสื่อสมัยใหม่ และฉายภาพยนตร์ ในรูปแบบแอนิเมชั่นให้ได้รับชมกัน ทั้งนี้สื่อเอนิเมชั่นยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งการนำเสนอรูปแบบโขนที่หาโอกาสรับชมได้ยาก จึงถือว่าแอนิเมชั่นรามาวตาร เป็นภาพยนตร์ที่จะทำให้ประชาชนยุคดิจิทัลได้เข้าถึงวรรณกรรมเรื่องสำคัญของชาติ ที่สะท้อนมาจากความงามของจิตรกรรมอันทรงคุณค่าที่ปรากฏบนฝาผนังวัดคู่บ้านคู่เมืองของไทย อย่างไรก็ตามสำหรับการผลิตและฉายภาพยนตร์แอนิเมชั่นรามเกียรติ์ ตอน "รามาวตาร" เป็นหนึ่งในกิจกรรมฉลองในโอกาสที่ยูเนสโก ประกาศขึ้นบัญชีโขน ในประเทศไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงภูมิปัญญาอันล้ำค่าที่มีความงดงามและทรงคุณค่าทางศิลปกรรม คนไทยรู้จักรามเกียรติ์เป็นอย่างดีรู้จักมักคุ้นมาตั้งแต่เกิดเพราะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประเพณี ภาษาส่วนหนึ่งของความเชื่อและเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเสียงที่เห็นอยู่ในประเทศไทยหรืิอในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยอยุธยา มาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ก็จะมีคำที่แสดงถึงเรื่องรามเกียรติ์ เช่น ราม รามาธิบดี เป็นต้น

    "การนำภาพบนฝาปูน 178 ห้อง มาทำให้เคลื่อนไหวได้เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลอย่างดี ไทยแลนด์ 4.0. หมายถึงนำต้นทุนทางวัฒนธรรมขึ้นมา ไม่ปล่อยให้นิ่งแข็งอยู่อย่างนั้น ไม่ปล่อยให้นิ่งบนฝาปูน ทำภาพนิ่ง ยักษ์อ้าปาก ม้าออกมาวิ่ง เคลื่อนไหว สนุกสนานทุกอย่างมีชีวิตเดินได้ การนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้าง สนองนโยบายนายกฯ และรัฐบาล สร้างคุณค่าให้ประเทศไทย ขอบคุณ ทำให้ฝันคนโบราณกลายเป็นจริง เตรียมการฉายในช่วงนี้ เป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เรากำลังจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบกับปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียน ซึ่งอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ รู้จักรามเกียรติ์เป็นอย่างดี อย่างจีนเองก็ได้บอกว่าไซอิ๋วได้แรงบันดาลใจจากรามเกียรติ์ เช่นเดียวกัน จึงถือว่ามรดกล้ำค่าของประเทศไทยเราด้วย" นายวิษณุ กล่าว

    ด้าน นายวีระ กล่าวว่า การสร้างภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นงานแอนิเมชั่น สร้างสรรค์ภาพตัวแสดงให้มีการเคลื่อนไหวที่พัฒนามาจากท่าทางการแสดงโขน ประกอบกับเทคนิคพิเศษของแอนิเมชั่นมาถ่ายทอดเรื่องราวให้น่าติดตาม ภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ยังถือว่าเป็นการจุดประกายให้ผู้สร้างสรรค์งานในปัจจุบัน เห็นถึงคุณค่าของงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

    ทั้งนี้ ภายในงานมีการสาธิตวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยอาจารย์สาคร โสภา นายช่างใหญ่ในการบูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบพระระเบียงฯ และเวทีเสวนาเผยถึงเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันชิ้นประวัติศาสตร์ ที่ได้ชื่อว่านำภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุดในโลกจากพระระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่สืบสานภูมิปัญญาไทยในรูปแบบนวัตกรรมสื่อร่วมสมัย พร้อมเปิดให้สื่อมวลชนได้รับชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น "รามเกียรติ์" ด้วย

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการแสดงโขน การเคลื่อนไหว ร่ายรำของตัวละคร จากคณาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

    กิจกรรม Workshop ความรู้เรื่องรามเกียรติ์และท่าทางโขน เมื่อวันที่ 21 -22 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็น 2 วัน ที่อัดแน่นด้วยความรู้ และประสบการณ์ดีๆ จริงๆ

    วันแรกเป็นความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับรามเกียรติ์ในภาคเช้า และ งานแอนิเมชั่นจากแอนิเมเตอร์รุ่นพี่ๆ ในภาคบ่าย วันนั้นก็จะนั่งกันนิ่งๆ หน่อย

    วันที่ 2 เป็นความรู้เรื่องท่าทางโขน ซึ่งครูโขนละคร ทั้งพระ นาง ยักษ์ ลิง ท่านจัดเต็มกันสุดๆ เรียกว่ามีความรู้เท่าไหร่ ให้หมด

    เหล่าแอนิเมเตอร์รุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่างานนี้ได้รับความรู้ ประสบการณ์ดีๆ กันเต็มเปี่ยม ไม่คิดว่าเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องโขน จะสนุกสนานได้ขนาดนี้
    แต่ละคนออกท่าออกทางกันแบบไม่มีใครอายใคร

    คณะทำงานต้องขอบพระคุณ ครูบาอาจารย์ จากวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ทุกท่านที่กรุณามาถ่ายทอดความรู้ ใน 2 วันนี้ อย่างยิ่ง

    วันนี้ ขอนำภาพบรรยากาศของ 2 วันนั้น มาฝากกันก่อน 
    ส่วนรายละเอียดต่างๆ จะทยอยเล่าให้ฟัง ในโอกาสต่อๆ ไป 

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ รอบพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    แอนิเมชั่นฝีมือคนไทย จากจิตรกรรมไทย เหตุผลที่เลือกจิตรกรรม “รามเกียรติ์” รอบพระระเบียงพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นต้นแบบภาพยนตร์แอนิเมชั่น “รามาวตาร” มีอยู่ 2-3 เรื่องหลักๆ

    ข้อแรก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เขียนจิตรกรรม "รามเกียรติ์" ฉบับนี้ไว้ โดยมีพระราชประสงค์จะฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตลอดจนเผยแพร่คติธรรม ข้อคิดต่างๆ ในวาระแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

    ข้อสอง ในรัชกาลต่อๆ มา ทรงตระหนักถึงความสำคัญไม่แพ้กัน โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมในโอกาสต่างๆ เรื่อยมา ซึ่งครั้งสำคัญที่สุดคือ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี

    แต่อย่างไรก็ตาม จิตรกรรมก็ยังเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา หากไม่มีการบันทึกภาพไว้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คนรุ่นหลังอาจจะไม่ได้เห็นฝีมือช่างชั้นครูมีปรากฏอยู่ในทุกวันนี้

    และข้อสาม เราเห็นว่าภาพยนตร์เป็นสื่อร่วมสมัย อยู่ในความสนใจของคนรุ่นใหม่ จึงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะช่วยรักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติได้

    เราหวังว่างานสร้างภาพยนตร์แอนิเมชั่น “รามาวตาร” ครั้งนี้ จะสร้างโลกของงานจิตรกรรมไทย ให้เคลื่อนไหว ดูมีชีวิต และยังเป็นการบันทึก อนุรักษ์ฝีมือช่างชั้นครูของไทยไว้ด้วยศิลปะของภาพถ่ายและภาพยนตร์ ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ชื่นชมสืบไป